Physiology KUB icon

การทำงานของไต

Posted on Posted in Library, Physiology

 

Physiology ใน 1 นาที


ระบบทางเดินปัสสาวะ มีหน้าที่รักษาสมดุล ปริมาณน้ำ เกลือแร่ ของเสียต่างๆในร่างกาย รวมไปถึงสมดุลของความดันเลือด  และยังมีหน้าที่ๆคิดไม่ถึงคือ หลั่งฮอร์โมน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด   ระบบทางเดินปัสสาวะนี้ทำงานคู่กับ ระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างสอดคล้องกันครับ

ระบบหัวใจและหลอดเลือดเป็นจุดตั้งต้นที่จะปั๊มเลือด เพื่อมาทำการฟอกที่ไต ในหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งประกอบด้วย เส้นเลือดฝอย และ ท่อไตขนาดเล็ก เราเรียกสิ่งนั้นว่า “หน่วยไต” (nephron)

“หน่วยไต” ทำหน้าที่ในการกรองเลือด ปล่อยสารต่างๆจากเซลล์ รวมไปถึงการดูดกลับสารที่สำคัญมากมาย โดยกลไกนี้ควบคุมโดยฮอร์โมน และ ระบบประสาทอัตโนมัติ  จนได้ของเหลวในขั้นตอนสุดท้ายที่มีสีเหลืองขึ้นมา

ของเหลวนี้ไหลผ่าน ท่อไตเล็กๆในไตทั้งสองข้าง มาที่กรวยไต ผ่านท่อไตในแต่ละข้าง จนสุดท้ายมารวมกันที่ กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีระบบประสาทที่ควบคุมอยู่ ซึ่งเราสามารถสั่งการให้เกิดการปัสสาวะได้ตามต้องการครับ

——–จบ——–

Physiology KUB icon

Physiology KUB overview

การทำงานของไตและระบบทางเดินปัสสาวะ (ฉบับเต็ม)


สิ่งมีชีวิตมีการวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน(คลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้วิวัฒนาการมนุษย์) แต่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ล้วนมี “ระบบการรักษาสมดุลของเสีย” เป็นของตัวเองครับ สัตว์ปีกและสัตว์เลื้อยคลานจะกำจัดปัสสาวะเป็นสารประกอบสีขาว อาจเป็นของเหลวหรือของแข็ง ลองสังเกตจิ้งจกได้ครับ ส่วนที่เป็นเม็ดขาวๆในถ่ายของเขา นั่นคือปัสสาวะของเขาครับ

มาถึงสัตว์กลุ่มที่เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนใหญ่จะปัสสาวะเป็นของเหลวและมีสีสันต่างๆกัน หน้าที่ของระบบทางเดินปัสสาวะและไต ทำหน้าที่ในการรักษาสมดุล ปริมาณน้ำในร่างกาย เกลือแร่ ของเสียต่างๆ รวมถึงความดันเลือด และมีหน้าที่ๆไม่ค่อยได้กล่าวถึงคือสร้างส่วนประกอบของฮอร์โมนในการควบคุมความเข้มข้นของเลือดครับ

 

ไตนั้นได้รับเลือดถึง 25% ของปริมาณเลือดทั้งหมดที่ปั๊มออกมาจากหัวใจ คำนวณแล้วได้ประมาณ นาทีละ 1000 ml ซึ่งถือว่ามากเลยทีเดียวครับ

ในเลือด 1000 ml จะมี ของเหลวที่ไม่รวมเม็ดเลือดต่างๆเรียกว่า พลาสมา(plasma) อยู่ถึง 60% นั้นหมายถึงจะมีปริมาตรพลาสมาที่ไหลเข้าหน่วยไตนาทีละ 600 ml

พลาสมา 600 ml นั้นผ่านการกรองออกมา 20% ได้สิ่งที่เรียกว่า “ปริมาตรการกรองในหน่วยไตส่วนต้น” (Glomerular filtration rate, GFR) คือ 120 ml ต่อ นาที ซึ่งทางการแพทย์เรา ใช้ GFR นี้เอง ในการอ้างอิงการทำงานของไตโดยรวม

แต่ถึงจะกรองออกมาสู่หน่วยไตส่วนต้น 120 ml ร่างกายเรามีการดูดกลับสารต่างๆและน้ำที่ผ่านออกมานี้ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมน จนเหลือปัสสาวะเพียงแค่ 1 ml ต่อนาที หรือ ชั่วโมงละ 60 ml โดยประมาณครับ

 

 

กายวิภาคของระบบทางเดินปัสสาวะและไต


Physiology KUB anatomy

เรามาศึกษาภาพรวมของทางเดินปัสสาวะกันก่อนครับ โดยระบบนี้ทำงานสอดคล้องกันกับ ระบบหัวใจและหลอดเลือด (คลิกที่นี่เพื่อศึกษาหัวใจ) อย่างใกล้ชิด เลือดจากหัวใจจะผ่านเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ และ เข้าสู่เส้นเลือดของไตเพื่อไปทำการฟอก และ กลับมาที่เส้นเลือดดำอีกครั้ง

เรามาเริ่มดูอวัยวะและหน้าที่ในการทำงานตั้งแต่ต้นกันเลยครับ

  • เส้นเลือดแดงของไต (Renal artery) ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดเข้าสู่ไตทั้งสองข้าง
  • ไต (kidney) รับเลือดจากเส้นเลือดแดง และ เข้าสู่กระบวนการฟอกเลือด โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ
  1. เส้นเลือดของไต (Renal vessel) ทำหน้าที่ในการนำเลือดเข้า-ออกจากไต
  2. หน่วยไต (Nephron) ทำหน้าที่ฟอกเลือด
  • กรวยไต (Renal pelvis) ทำหน้าที่ เป็นตัวรับของเหลวที่ได้จากการฟอกเลือด
  • ท่อไต (Ureter) มีสองข้าง ทำหน้าที่ลำเลียงของเหลวลงไปสู่กระเพาะปัสสาวะ
  • กระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder) ทำหน้าที่กักเก็บของเหลวเพื่อรอการระบาย
  • ท่อปัสสาวะ (Ureter) ทำหน้าที่ในการเป็นช่องทางการระบายของเหลวสู่ภายนอก

เหล่านี้เป็นภาพรวมการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะและไตอย่างคร่าวๆ แต่หากจะต้องอธิบายถึงกลไกที่ซับซ้อนของการกรอง และ การดูดกลับสารต่างๆ เราต้องลงไปถึงระดับที่เล็กที่สุดในไต ที่เรียกว่า “หน่วยไต” หรือ “Nephron”

 

 

หน่วยไต (Nephron)


Physiology KUB nephron

เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่ทำหน้าที่ในการ “กรองเลือด” “ขับสารต่างๆ” “ดูดสารต่างๆกลับ” มีส่วนประกอบที่สำคัญสองอย่างคือ “เส้นเลือดฝอยขนาดเล็ก” และ “ท่อไต”  โดยหน่วยไตนี้วางอยู่ในชั้นกลางและชั้นนอกของเนื้อไตครับ เหตุผลเพื่อที่จะได้สร้างความเข้มข้นที่แตกต่างของสารต่างๆ ระหว่างในท่อไต และ ภายนอก ทำให้เกิดการดูดซึมและเคลื่อนย้ายสารต่างๆ ตามทฤษฎีความเข้มข้นครับ

มาดูจุดเริ่มต้นของการกรองครับ เมื่อเส้นเลือดแดงขาเข้า(Afferent arteriole) นำเลือดเข้าสู่ หน่วยไตบริเวณโกลเมอรูลัส(Glomerulus) และ ออกมาที่เส้นเลือดแดงขาออก(Efferent arteriole) ด้วย การตีบลงของเส้นเลือดขาออก ทำให้ความดันเส้นเลือดแดงในโกลเมอรูลัส(Glomerulus) เพิ่มขึ้น เป็นผลให้ส่วนประกอบของเลือดถูกดันออกจากเส้นเลือดไปอยู่ในท่อไตส่วนต้น สิ่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการกรอง อัตราการกรอง(GFR)นี้เอง ที่ทางการแพทย์เรา ให้ความสำคัญที่จะมาใช้ระบุความเสื่อมของไต

 

ของเหลวที่ผ่านการกรองนี้จะวิ่งไปตามท่อไตเล็กๆ และ ลงสู่กรวยไต เพื่อขับทิ้งไปตามทางเดินปัสสาวะ แต่ไม่ยอมให้ไปง่ายๆครับ จากการกรองได้นาทีละ 120 ml แต่ทำไม ได้ปัสสาวะแค่นาทีละ 1 ml คำตอบอยู่ที่ ระหว่างทาง ครับ  ในการวิ่งไปของ ของเหลว ในท่อไตนั้น จะมีการดูดซึมกลับสารบางอย่าง มีการดูดน้ำกลับ หรือแม้กระทั้ง ขับสารที่ไม่จำเป็นออกมาทิ้งในท่อไต  ซึ่งระบบการทำงานเหล่านี้จะ ขึ้นอยู่กับระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนอีกที(คลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ระบบประสาท) เพื่อคงความสมดุลในร่างกาย

ซึ่งหมออย่างพวกเราใช้ความเข้าใจเหล่านี้เพื่อ สร้างยาที่กระตุ้น หรือ ยับยั้งการทำงาน ของกลไกที่ว่ามา ในการรักษาโรคที่ต่างๆกันครับ

กลไกที่ว่านั้น ถ้าจะเอาให้ละเอียดจะค่อนข้างเยอะ หมอขอลงเป็นรูปสำหรับผู้ที่สนใจเรียนจริงๆไว้นะครับ ซึ่งรูปนี้รูปเดียว น่าจะทำให้นักศึกษาสายวิทยาศาสตร์การแพทย์สอบผ่านได้สบายๆ

Physiology KUB drug

ภาพจาก: http://cdminny.blogspot.com

 

 

หน้าที่เพิ่มเติมของไต


  • ควบคุมความดันเลือด ผ่านระบบ ฮอร์โมน โดยมีเซลล์หลัก คือ เซลล์ที่อยู่รอบๆ เส้นเลือดแดงขาเข้าที่หน่วยไต(Afferent arteriole) ชื่อว่า Juxtaglomerular (JG Cell) ที่จะคอยรับความดันที่เปลี่ยนแปลงและคอยสร้างฮอร์โมนที่มีผลต่อระดับความดัน โดยออกฤทธิ์ผ่านตัวไตเอง และ ระบบอื่นๆร่วมกัน ซึ่งในระบบนี้เรียกโดยรวมว่า RAAS (Renin Angiotensin Aldosterone System) ดูรายละเอียดในภาพครับ

Physiology RAAS

ภาพจาก: http://medicalstate.tumblr.com

 

  • ควบคุมความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง โดยในไตเอง มีเซลล์ที่จับความเข้มข้นของระดับออกซิเจนในเลือด หากมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จะมีการหลั่งสารตั้งต้นของฮอร์โมน Erythropoietin(EPO) ร่วมกันกับตับ โดย Erythropoietin นี้จะไปกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เป็นเหตุผลว่าคนไข้ไตวายบางคนได้รับ ฮอร์โมนตัวนี้ทดแทน เพราะโลหิตจางครับ

 

 

เป็นโรคไตมีอาการอย่างไร ?


Physiology KUB symptom

อาการของโรคที่เกิดขึ้นเหมือนเดิมครับคือคิดถึงการเสียหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ เช่น มีอาการปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะแสบขัด ปวดบั้นเอว มีไข้ หรือมีอาการแสดงของเกลือแร่ที่เปลี่ยนแปลง บวมตามตัวและขา ความดันสูง โลหิตจาง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งต่างๆเหล่านี้ไม่มีอาการที่เจาะจงและฟันธงชัดเจน ต้องอาศัยประวัติ และ การตรวจร่างกายจากแพทย์เพิ่มเติมครับ

 

 

หมอตรวจการทำงานของไตอย่างไร ?


Physiology KUB exam

 

คล้ายคลึงกับระบบต่างๆที่กล่าวไปครับ ประวัติ การซักถาม และการตรวจร่างกายที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรค แต่ก็มีหลายอย่างที่ช่วยในการยืนยันการวินิจฉัยและช่วยในการติดตามอาการของคนไข้เช่น

  • Blood Chemistry ตรวจเลือด เพื่อดูสารสัมพันธ์กับไต การทำงานของไต ระดับเกลือแร่ ความเข้มข้นเลือดและอื่นๆอีกมากมาย
  • Urinary analysis ตรวจปัสสาวะ เป็นการตรวจการทำงานโดยตรงของทางเดินปัสสาวะ ดูการขับสารต่างๆออกมาทางปัสสาวะ รวมไปถึงการแปลผล ร่วมกับผลเลือด
  • Imaging การตรวจทางรังสีวิทยา X-ray, Ultrasound, IVP, CT-scan, MRI, PET, SPECT เพื่อดูลักษณะทางกายภาพและการทำงาน
  • Endoscopic การส่องกล้องเพื่อดูทางเดินปัสสาวะ

.

.

ไต และ ระบบทางเดินปัสสาวะ

เป็นระบบที่รักษาสมดุลในร่างกายเราครับ

จะบอบบางก็ไม่ใช่ จะแข็งแกร่งก็ไม่เชิง

อยากให้รู้ สิ่งที่ทำลายไตมากที่สุดคือ

“อาหารการกินของเรา”

ปรุงรสพอประมาณ ดื่มน้ำสะอาด

ดูแลไตให้อยู่กับเราไปนานๆครับ

.

.

ด้วยความรัก

บ้านหมอ ธีรวัฒน์ สุวรรณี

นายแพทย์ธีรวัฒน์ สุวรรณี

iDoctorhouse webmaster

บ้านหมอ แหล่งความรู้สุขภาพ

<-- Like Share Comments

comments